Y(a)i_A(e)y's profile^_^" Y(a)i_A(e)yPhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    July 31

    ปิดปรับปรุงถาวร

     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
    ปิดปรับปรุงถาวร
     
    !!!
     
     
     
     
     
     
     
                                                                                             YaiAey
     
    July 30

    ทริปล้อหมุน : เดินสายแดก ณ ดอนหอยหลอด + ตลาดน้ำอัมพวา VS Sunny Thailand Club

     
     
     
    ไปกันอีกแล้ว . . . กะ . . . ตลาดน้ำอัมพวา
     
     
    เดินดูงานแฟร์เล่นๆ อยู่ที่เมืองทอง. . . สักพักก็มีเสียง. . . โทรศัพท์ กริ๊งๆๆๆๆ
    "พรุ่งนี้ไปอัมพวากันมั้ยพี่น้อง"
     
     
     พี่โอ ยังม่ายตอบรับพี่เดย์ในทันที . . . แต่เรานี่ซิ . . . โอ๊ยยยย . . .อยากไปๆ
    เดินปรึกษา กะ พี่โอ สักพัก . . . พี่โอก็ยังม่ายตัดสินใจ . . . แหมๆ มาบอกเราว่า . . . คิดก่อนๆ
     
    รู้หรอกน่ะ !!! ว่าถ้าเราจะไป . . . เทอก้ต้องไป
     
    และแล้วก็ถึงเช้าวันเสาร์ ที่ 28 กค.
    เรา 2 คนออกเดินทางกันปามานเที่ยงกว่าๆ
    ส่วนคนที่โทรมาชวนนะเหลอ . . . ยังม่ายออกเลย
    เพราะเราตั้งใจกันว่าจะไปแวะที่ดอนหอยหลอดก่อนตามเคย
     
    มา ดอนหอยหลอด ครั้งนี้ . . . รู้สึกว่ามีหลายอย่างเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น
    มีการสร้างที่พัก นั่งเล่นๆ ชิวๆ ใหม่
    แม่ค้ารถเข็น ก้ม่ายมีมาเดินขายของบนถนน
     
    วันนี้คนยังมาเที่ยวกานหนาตาเช่นเคย . . . แต่น่าจะเป็นไปได้ว่า . . . เปน long weeken
    มาที่นี่สิ่งที่พลาดม่ายได้คือ ยำไข่แมงดา
    ร้านพี่ชายม่ายมาขายละ ร้านนี้นะเด็ด แมงดาตัวละ 25 แถมน้ำยำด้วย
    แต่ในเมื่อเค้าม่ายมาขาย . . . ก็ต้องกินอีกร้านนึง
    ตัวละ 35 บาท น้ำยำแยกอีก 10 บาท
     
    แล้วตามต่อมาติดๆ กะไข่ปลาหมึก 2 ไม้ + ยำกั้ง + หอยเชลล์ย่าง + น้ำลูกจากเชื่อม
    วันนี้ห่อหมกม่ายไหวล่ะ . . . ม่ายกินดีกว่า
     
    ซื้อเสร็จก้มานั่งกินกันชิววววววววววส์ๆ ที่ริมน้ำ
    ดูเด็กๆ กรี๊ดๆ กร๊าดๆ
    ฟังเสียงปะทัดที่ดังแทบแก้วหูจะระเบิด. . . สลับกะเสียงคลื่นของสายน้ำ
    โอ๊ยๆ ของกินที่ซื้อมาก็แซบๆ เผ็ดๆ ทุกอย่าง
     
    เวลาก็ผ่านไปรวดเร็ว .  . . ก้มดูอีกทีจะ 3 โมงกว่าเข้าไปล่ะ
    เราเลยรีบมุ่งหน้าเดินทางต่อไปยัง ตลาดน้ำอัมพวา
    เนื่องจากครั้งก่อนพลาดอย่างหนัก . . . ไปถึงช้า. . . ได้รูปมาน้อย
    ครั้งนี้เลยแก้ตัว. . . ขออกไปเก็บรูปเร็วๆ
     
    ทางโน้นเค้าก้เริ่มออกเดินทางกันมาพอดี
    เรามาถึงที่นี้ . . . แสงแดดกะลังดีเลย . . . ม่ายร้อนมากเท่าไหร่
    โอ้ๆๆๆ แต่ที่มากน่ะ คนค่ะ . . . คนเยอะมากๆ
    ที่สะพานนี้แทบเดินข้ามไปอีกฝั่งมากได้เลยติดมั่กๆ
     
    เมื่อมาถึง อัมพวา แน่นอนค่ะ เรา เดินสายแดกฆ่าเวลากานเช่นเคย
    อิ่มจะตายล่ะ . . . แต่ว่ากินไหวอยู่
    เดินไปถ่ายรูปไป . . . เบียดกันไป . . . สนุกไปอีกแบบ
     
    หลังจากที่เดินกันทุกซอก ทุกซอย . . . เมื่อยก้เมือย . . .พุงก้ป่อง
    เราเลยคิดว่าหาที่รอเค้ากานดีกว่า
    เลยไปยืน ชิวววววววววววส์ อยู่กลางสะพาน
    แอบดูชีวิตผู้คนที่ผ่านไป ผ่านมา
     
    โอ้ โอ้ โอ้ ยืนจนเมื่อยน่อง ก้ยังม่ายมากานอีก
    เอาไงดีพี่โอ . . . มองลงไปข้างล่างเห็นเรือที่ชาวบ้านพายมาข้าวอาหารหลากหลาย
    ม่ายว่าจะเปน ผัดไท . . .กุ้งทอด . . .กุ้งย่าง . . .ปลาหมึกย่าง . . .ก๋วยจั๊บ . . . น้ำตาลสด . . . น้ำมะพร้าว . . .
    ห่อหมก . . .ก๋วยเตี๋ยว . . .
     
    เสน่ห์ของการนั่งกินที่ขั้นบันไดริมน้ำ . . .ทำหั้ยเรา 2 คนเริ่มหันไปสนใจอีกครั้ง
    โอเคๆๆๆ ไปๆๆๆๆ ไปกินต่อ
    เราเลยตัดสินใจไปนั่งคอยที่ร้านก๋วยเตี๋ยวริมน้ำ
     
    โอ้ มากันแล้ว . . .พี่เดย์ . . .คุนแม่พี่เดย์ . . .น้องแก้ว
    นังโอ๊ต . . .พี่ตั๋น และพี่มะ
    ดีเลยนั่งกินก๋วยเตี๋ยวกันก่อน
     
    หลังจากที่กินกานอิ่ม . . . ก้เดินกันอีก
    คนก้เยอะม่ายลดลงเล้ย . . . เบียดกันก้เบียดแต่ก้เดินต่อไป
    บันเทิงกันไป
    รูปก้ถ่ายไปๆๆๆ ถ่ายจนเมมเต็ม แบตหมด
     
    หลังจากที่เหนื่อยกันมาก้ถึงเวลาเดินทางกลับกันแล้ว
    พี่ตั๋นบอกว่าเด่วแวะถ่ายรูปกันที่ ปั้ม หน่อยน่ะ
    พี่โอเลยรีบชาร์ตแบตในรถ
    ที่พอจะประทังชีวิตหั้ยถ่ายได้บ้าง
     
    แล้วเราก้มาแวะถ่ายรูปกันที่ปั้มซะนาน . . . เป็นชั่วโมง
    กว่าจะได้เดินทางกลับกัน โดยสวัดิภาพ
    สรุปถึงคอนโด เวลาประมาณ 4 ทุ่ม กับระยะทางเกือบ 200 โล
     
    บันเทิงกันไป . . . กับการเดินสายแดกในครั้งนี้
     
     
    July 25

    ทริปล้อหมุน : เมืองกาญจน์ -----กลับมาแล้วคร่า

     
     
    ม่ายมีเวลาว่างๆ มานั่ง อับ Space เลยอะจิเนอะ
    . . . สนุกสนาน . . . บันเทิงกันไป . . . สำหรับ ทริป ล้อหมุนในครั้งนี้ . . .
     
    สรุป วันแรกออกจาก กทม. ประมาณเวลา 6 โมงเช้า . . . มาถึงก้จัดข้าว จัดของขึ้นรถกันก่อนเลย
    . . . แค่จัดของนี่ก้ปาไปเกือบครึ่ง ชม. ล่ะ . . .
     
    และแล้ว ก็ได้เบิกฤกษ์ ออกเดินทางซะทีเรา
    . . . ดีน่ะที่วันนี้ออกเร็วหน่อย ม่ายง้านอ่ะ รถติดตายๆๆๆ . . .
    ใช้เวลาเกือบๆ 2 ชม. เราก้มาถึง อ.เมืองกาญจน์ รถในตัวเมืองค่อนข้างติด
    ละมีทัวร์จากต่างชาติที่มาเยี่ยมเยือนพอตัวอยู่
     
    เราเริ่มต้นที่แรกกันที่สุสานกาญจนบุรี(ดอนรัก)
    ท่าทางพี่โอจะกัวมากมาย . . . กัวเราไปเดินเหยียบอะไรเข้า . . .ขลังๆ
    ด้านหน้าจะมีหมวกและพวกโปสการ์ดขายกันด้วย บริการนักท่องเที่ยว
     
    แล้วเดินทางต่อไปยัง สะพานข้ามแม่น้ำแคว
    แวะ เก็บภาพประทับใจกันเล็กน้อย
    บรรยากาศข้างทางคล้ายๆ สมุย มีของที่ระลึกขายเยอะมาก หลายร้านเลยอ่ะ
    ด้านล่างของสะพาน ข้างๆ มองไปจะเห็นแพร้านอาหาร และเรือหั้ยเช่าเพื่อล่องแม่น้ำแคว
    นอกจากนี้ยังมีรถไฟบริการคนละ 20 บาท เพื่อนั่งเล่นๆ ชิวๆ ข้ามสะพานไปอีกฝั่งหนึ่งแล้ววนกลับมาที่เดิม
     
    ต่อด้วยการแวะไปเยี่ยมชม พิพิธภัณฑ์สงคราม
    ส่วนมากจะเปนของเกี่ยวกะญี่ปุ่นอ่ะ
     
    เร่ง สตาร์ทเครื่อง ต่อ เพือทำเวลา
    เดินทางมาถึงปราสาทเมืองสิงห์ . . .แวะชมความงามสถาปัตยกรรมโบราณ
    ที่กว้างใหญ่เดินม่ายหวาดม่ายไหว
    แล้วมุ่งหน้าต่อไปยังพิพิธภัณฑ์บ้านเก่า
     
    หลังจากที่เหนื่อย เมื่อยล้ามาครึ่งวัน
    จุดที่เราตื่นเต้นและแวะทานอาหารกันก้คือ น้ำตกเอราวัณ
    น้ำเย็น ฉ่ำมากๆๆๆๆๆ โอ๊ววววววววววววววววว
    โคตรจะชอบเลยอ่ะ . . . กว่าจะมาถึงตัวน้ำตกราต้องเดินมา 700 กว่าโล
    ตอนขากลับออกจาก . . . น้ำตกเอราวัณ . . . ฝนก้ได้ตกลงมาหยอกล้อเรา 2 คนซะง้านอ่ะ
     
    รีบทำเวลากันเช่นเคยเพราะกัวไปถึงที่กางเต้นท์ ช้าอีก
    อยากไปถึงเร็วๆๆบ้าง
    เราะที่ผ่านมามักไปช้า ม่ายได้ชื่นชมบรรยากาศ
    สวัสดี . . . เขาแหลม . . . จุดกางเต้นท์ของเรา
    เลือกเป็นฝั่งป้อมปี่ . . . เพราะวิวดีมากๆ แถมดูท่าทางปลอดภัยกว่าเพราะมีเจ้าหน้าที่อยู่จุดนี้พอดี
     
    มาถึงเราก้เลือกจุดกางเต้นท์กัน . . . แล้วเตรียมตัวสำหรับอาหารมือเย็นที่เด็ดสุดยอด . . .
    ที่ได้เตรียมมาจากตลาดในตัวอ.ทองผาภูมิ
    เปนอารายต้องไปดูจากภาพล่ะ
    รับรองน้ำยายไหยยยย แน่ๆๆๆ
     
    โอ๊ยๆๆๆๆ วันนี้ที่อุทยานไฟดับอ่ะ
    แต่โชคดีน่ะที่พี่โอเค้ามีอุปกรณ์สนามพร้อมสรรพ เราเลยม่ายเดือดร้อนเท่าไหร่นัก
    แต่นักท่องเที่ยวคนอื่นนี่เดินกันหั้ยวุ่นไปเลย
     
    หลังจากทาน dinner เราก้ไปหาที่อาบน้ามกัน
    วังเวง น่ากัว ต้องเดินมาอีก . . . แต่ว่าห้องน้ำสะอาดใช้ได้ มีเครื่องทำน้ำอุ่นด้วยแต่ใช้ม่ายเปนอ่ะ
    เลยอดไป อาบน้ามเย็นๆก้ได้ว่ะ
     
    หลังจากนั้นเราก้มานั่งชิลลลลลส์ จิบชา กาแฟ ที่พี่โอได้ต้มน้ำร้อนไว้กะเตาถ่านเล็กๆหน้าเต้นท์
    ได้อารมณ์มากๆๆๆ นั่งจิบไปคุยไป ลมก้พัดมาเย็นๆ สบายสุดๆไปเลยอ่ะ
    แล้วเราก้มาตื่นเต้นกันต่อว่า . . . เช้านี้จะตื่นมาทำอะไรกันดีเนอะ ????
     
    ตื่นเช้ารับวันใหม่อย่างสดใส . . . จากการนอนไปโดนตัวอะไรม่ายรู้กัดซะ คันๆๆๆๆ
    . . . รีบตื่นมาดูทะเลหมอก . . . ที่ปิดภูเขาซะมิดเลยอ่ะ
    ทะเลสาบ แม่น้ำที่เวิ้งกว้างใหญ่อยู่ตรงหน้า ช่างเปนภาพยามเช้าที่น่าพิศมัย นัก
    เราเดินเล่นกันซักครู่
    แล้วพี่โอก้มาเตรียมกาน้ำร้อนเพื่อทำกาแฟหั้ยเราได้กินตอนเช้าๆ แบบนี้
    บอกคำเดียวว่า . . .  สุดยอดดดดดดดดดดด . . .
     
    แล้วเรา 2 คนก้ไปทำการชำระค่าเสียหายกับเจ้าหน้าที่ก่อนที่จะจัดเตรียมเก็บสัมภาระเดินทางต่อไปยัง
     . . .  สังขละบุรี  . . .
    เราประเดิมที่แรกกันด้วยด่านเจดีย์สามองค์ . . .ซึ่งตอนนี้ม่ายสามารถข้ามไปฝั่งพม่าได้เต็มตัวเพราะด่านปิดชั่วคราวค่ะ
    แมถึงตรงนี้ก้เหมือนอยู่พม่าแล้ว
     
    จากนั้นเราต่อกันไปที่วัดวิเวก และวัดพุทธยา
    ตอนแรกคิดว่าวัดวิเวก จะเปนวัดเล็กๆ แต่ที่ไหนได้ ใหญ่อยู่น่ะ
    ส่วนพุธคยานี่เปนเจดีย์ของพม่า. . . ที่กำลังบูรณะอยู่ตอนนี้
     
    แล้ววนรถกลับมาสู่เส้นทางอ.ทองผาภูมิเพื่อแวะเที่ยว และเยี่ยมชมสถานที่ต่างๆต่อไป
    อย่างช่องเขาขาด ที่ต้องใช้เวลาศึกษาและเดิน กว่า 4 ชั่วโมง แต่ว่าอุปกรณ์ที่เค้าจะแจกหั้ยนี่ไฮโซมากๆ
    แล้วตามมาด้วยน้ำตกผาดาด น้ำพุร้อนหินดาด ถ้ำดาวดึงส์ น้ำตกไทรโยกน้อยที่ดูเหมือนว่าจะเปนสวนสาธารณะ
    และมีถ้ำวังบาดาล หั้ยเราไปเดินศึกษาธรรมชาติอย่างหินงอกหินย้อย
     
    เราเที่ยวกันเพลิดเพลินบันเทิง จนได้เวลากลับกันแล้ว
    อยากหั้ยพี่โอขับกลับช่วงบ่ายๆ เย็นๆ ม่ายอยากหั้ยติดกลางคืน เพราะเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัย
    ระหว่างทางเราก้แวะร้านของฝากบ้างแต่ม่ายมีอะไรน่าสนใจ
    อีกอย่างแพง ล่ะม่ายอร่อยด้วย
    เลยคิดว่าม่ายเอาติดไม้ติดมือไปฝากคัยล่ะกาน 555+
     
     . . . บันเทิง บันเทิง บันเทิง . . .
     
    PS : ทริปนี้เปนทริปฉลองวันเกิดของนัยโอเค้าอ่ะคร่า
    HBD น่ะคะ พี่นัยโอ วันเกิดปีนี้ของพี่เรามาบันเทิงที่กาญจน์ กัน เฮฮา ล่ะก้แปลกดีมากๆ
    ก้ดีกว่าที่เราจะเอาเงินไปนั่งกินร้านหรูๆ หมดตังไปเปนพันๆ อ่ะนะ
     
    สุขสันต์วันเกิดค่ะพี่โอ
    ขอบคุนสำหรับความสุขที่ม่ายมีขาย แต่ต้องไขว่คว้าเอา
     
     
    July 14

    ทริปล้อหมุน : เมืองกาญจน์

     
     
    สด ๆ ร้อน ๆ กับ ทริป ((ล้อหมุน)) สู่ ... เมืองกาญจน์ ...
     
    ตัวอย่าง " ทริป " คร่าว ๆ ที่ช่วยกันร่างออกมา
    และอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงได้ในคราวหลัง
     
    แคว้นโบราณ ด่านเจดีย์ มณีเมืองกาญจน์ สะพานข้ามแม่น้ำแคว แหล่งแร่น้ำตก
     
    ล้อหมุน ออกจาก กรุงเทพ เวลา 06.00 น. สู่ กาญจนบุรีเวลาประมาณเกือบ 8 โมงเช้า
     
    08.00-08.30 น. เยี่ยมชมสะพานข้ามแม่น้ำแคว : ตั้งอยู่ที่ตำบลท่ามะขาม ห่างจากตัวเมืองไปทางทิศเหนือตามทางหลวงหมายเลข ๓๒๓ ประมาณ ๔ กิโลเมตร แยกซ้ายประมาณ ๔๐๐ เมตร เป็นสถานที่ทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญยิ่งแห่งหนึ่ง สร้างขึ้นสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ โดยกองทัพญี่ปุ่นได้เกณฑ์เชลยศึกฝ่ายสัมพันธมิตร ได้แก่ ทหารอังกฤษ อเมริกัน ออสเตรเลีย ฮอลันดาและนิวซีแลนด์ประมาณ ๖๑,๗๐๐ คนและกรรมกรชาวจีน ญวน ชวา มลายู ไทย พม่า อินเดียอีกจำนวนมากมาก่อสร้างทางรถไฟสายยุทธศาสตร์เพื่อเป็นเส้นทางผ่านไปสู่ประเทศพม่า ซึ่งเส้นทางช่วงหนึ่งจะต้องข้ามแม่น้ำแควใหญ่จึงต้องมีการสร้างสะพานขึ้น การสร้างสะพานและทางรถไฟสายนี้เต็มไปด้วยความยากลำบาก ความทารุณของสงครามและโรคภัยตลอดจนการขาดแคลนอาหารทำให้เชลยศึกจำนวนหลายหมื่นคนต้องเสียชีวิตลง ที่สะพานข้ามแม่น้ำแคว มีบริการรถราง fairmong ทุกวัน โดยวันธรรมดาจะมีตั้งแต่เวลา ๐๘.๐๐-๐๙.๓๐ น. , ๑๑.๒๐-๑๔.๐๐ น., ๑๕.๐๐-๑๖.๐๐ น.และ ๑๘.๐๐-๑๘.๓๐ น. วันเสาร์-อาทิตย์ เวลา ๐๘.๐๐-๐๙.๓๐ น. , ๑๑.๒๐-๑๔.๐๐ น.และ ๑๘.๐๐-๑๘.๓๐ น. ค่าโดยสารคนละ ๒๐ บาท
     
    เยี่ยมชมทางรถไฟสายมรณะ : ทางรถไฟสายนี้เริ่มต้นจากสถานีหนองปลาดุก อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ผ่านจังหวัดกาญจนบุรีข้ามแม่น้ำแควใหญ่ไปทางทิศตะวันตกจนถึงด่านเจดีย์สามองค์ เพื่อให้ถึงปลายทางที่เมืองตันบูซายัด ประเทศพม่า รวมระยะทางในเขตประเทศไทย ๓๐๐ กิโลเมตร ใช้เวลาในการสร้างเสร็จเพียง ๑ ปี ตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ.๒๔๘๕ ถึงเดือนตุลาคม พ.ศ.๒๔๘๖ เพื่อใช้เป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ผ่านประเทศพม่า หลังสงครามทางรถไฟบางส่วนถูกเลาะทิ้ง บางส่วนจมอยู่ใต้ทะเลสาบเขื่อนเขาแหลม ทางรถไฟสายนี้ถือเป็นอนุสรณ์ให้รำลึกถึงเหตุการณ์สงครามในครั้งนั้นจากน้ำพักน้ำแรงของการบุกเบิกก่อสร้างของทหารเชลยศึกฝ่ายสัมพันธมิตรที่กองทัพญี่ปุ่นเกณฑ์มา ทิวทัศน์ตลอดเส้นทางนี้สวยงามมาก โดยเฉพาะบริเวณถ้ำกระแซ ที่เส้นทางรถไฟจะลัดเลาะไปตามเชิงผาเลียบไปกับลำน้ำแควน้อย ปัจจุบันทางรถไฟสายนี้สุดปลายทางที่บ้านท่าเสาหรือสถานีน้ำตก ระยะทางจากสถานีกาญจนบุรีถึงสถานีน้ำตกประมาณ ๗๗ กิโลเมตร การรถไฟแห่งประเทศไทยเปิดบริการเดินรถบนเส้นทางสายนี้ทุกวัน และจัดรถไฟขบวนพิเศษสายกรุงเทพฯ-น้ำตก ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดราชการ ติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ การรถไฟแห่งประเทศไทย โทร. ๐ ๒๒๒๓ ๗๐๑๐, ๐ ๒๒๒๓ ๗๐๒๐ หรือ ๑๖๙๐ หรือ www.railway.co.th
     
    9.00-9.30 น. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบ้านเก่า : ตั้งอยู่ตำบลบ้านเก่า อำเภอเมือง ริมฝั่งแม่น้ำแควน้อย ห่างจากตัวเมืองประมาณ ๓๕ กิโลเมตร ตามทางหลวงหมายเลข ๓๒๓ จากนั้นเลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข ๓๒๒๙ แล้วเลี้ยวขวาเข้าทางหลวงหมายเลข ๓๔๕๕ ไปประมาณ ๓ กิโลเมตร เลี้ยวเข้าทางวัดท่าโป๊ะประมาณ ๑ กิโลเมตร เป็นสถานที่ขุดพบหลักฐานทางโบราณคดีเกี่ยวกับมนุษย์สมัยหินยุคก่อนประวัติศาสตร์เป็นแห่งแรกในประเทศไทย เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๖ สิ่งที่ค้นพบ ได้แก่ โครงกระดูกมนุษย์ ขวานหิน เครื่องประดับและเครื่องปั้นดินเผา เปิดให้เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่เวลา ๐๙.๐๐ - ๑๖.๐๐ น. ค่าเข้าชมชาวไทย ๑๐ บาท ชาวต่างประเทศ ๓๐ บาท สอบถามรายละเอียดได้ที่โทร. ๐ ๓๔๖๕ ๔๐๕๘
     
    9.40-10.10 น. อุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์ : อยู่ห่างจากพิพิธภัณฑ์บ้านเก่าประมาณ 8 กิโลเมตรครับ หรือ เดินทางไปตามทางหลวง 323 สายกาญจนบุรี- ไทรโยค จนถึงกิโลเมตรที่ 15 ก็จะมีทางแยกซ้ายไป ยังปราสาทเมืองสิงห์อีก 7 กิโลเมตร เป็นโบราณสถานที่มี ศิลปะการก่อสร้างอยู่ในยุคลพบุรีตอนปลาย ประมาณพุทธศตวรรษที่ 16-18 ตัวปราสาทล้อมรอบด้วยกำแพง ศิลาแลง มีคูน้ำ และแนวคันดินเป็น ชั้น ๆ คล้ายกำแพงเมืองโบราณรูปสี่เหลี่ยมภายในเนื้อที่ 200 ไร่ เปิดทุกวัน ตั้งแต่เวลา 09.00-16.30 น. ค่าเข้าชม สำหรับคนไทย 5 บาท ชาวต่างประเทศ 20 บาทเท่านั้น
     
    ออกจากตัวเมืองกาญจน์ วิ่งยาวไปสู่น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น
     
    น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น : เป็นน้ำตกที่สวยงามมากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย เป็นลำน้ำที่ไหลลงมาจากเทือกเขาต่างๆ ทางด้านตะวันออกของสันเขา ลำน้ำที่ไหลลงทางฝั่งตะวันตกผาลาด ซึ่งเกิดลำห้วยแม่ขมิ้น ก่อให้เกิดน้ำตกที่สวยงามถึง 7 ชั้น ได้แก่ น้ำตกม่านขมิ้น น้ำตกวังหน้าผา น้ำตกไหลจนหลง น้ำตกฉัตรแก้ว น้ำตกดงผีเสื้อ น้ำตกร่มเกล้า 
    การเดินทาง : 
    1. เส้นทางจากเขื่อนศรีนครินทร์ การไฟฟ้าฝ่ายผลิต ผ่านทางแยกเข้าน้ำตกเอราวัณ ถ้ำพระธาตุ สภาพเส้นทางเป็นถนนลูกรัง ในช่วงหน้าฝนถนนจะขรุขระมาก เป็นถนนเลียบขอบทะเลสาบเขื่อนศรีนครินทร์ไปจนถึงน้ำตกห้วยแม่ขมิ้น ซึ่งเป็นที่ตั้งที่ทำการอุทยานแห่งชาติ ระยะทาง 45 กิโลเมตร เส้นทางนี้เหมาะสำหรับรถกระบะ
    2. เส้นทางเอราวัณ-ศรีสวัสดิ์ ถึงท่าแพห้วยแม่ละมุ่น ข้ามจากฝั่งแม่ละมุ่นโดยแพขนานยนต์มายังศรีสวัสดิ์ ใช้เวลา 15 นาที จากนั้นขับรถต่ออีกประมาณ 20 กิโลเมตร ถึงท่าแพที่ 2 ข้ามจากศรีสวัสดิ์ทางแพขนานยนต์มายังน้ำตกห้วยแม่ขมิ้น ใช้เวลา 45 นาที ขับรถต่อจากท่าแพอีกประมาณ 7 กิโลเมตร จะถึงน้ำตกห้วยแม่ขมิ้น ซึ่งเป็นที่ตั้งที่ทำการอุทยานแห่งชาติ เส้นทางนี้เหมาะสำหรับรถเก๋ง และรถตู้

    เขื่อนศรีนครินทร์ :เป็นความงามของสองฟากฝั่งทะเลสาปเหนือเขื่อน ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถนั่งเรือชมธรรมชาติได้ เป็นระยะทางกว่า 100 กม.
    กิจกรรม : - ล่องแพ/ล่องเรือ

    ถ้ำพระธาตุ : อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติเอราวัณ ห่างจากน้ำตกเอราวัณประมาณ ๘ กิโลเมตร ห่างจากตัวเมืองกาญจนบุรี ๗๖ กิโลเมตร ภายในมีหินงอกหินย้อยวิจิตรงดงามมาก ที่แปลกคือเป็นหินที่โปร่งแสง ถ้ำมีความยาว ๒๐ เมตร ใช้เวลาชมถ้ำพระธาตุ ประมาณ ๓๐ นาที - ๑ ชั่วโมง การเข้าชมถ้ำพระธาตุ นักท่องเที่ยวจะต้องติดต่อเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ณ ที่ทำการฯ ซึ่งตั้งอยู่เชิงเขาเพื่อขอให้เจ้าหน้าที่เป็นผู้นำทางให้และควรเดินทางถึงถ้ำนี้ก่อนเวลา ๑๕.๐๐ น.

    น้ำตกเอราวัณ : อยู่ห่างจากตัวเมือง ๖๕ กิโลเมตร เป็นน้ำตกที่ใหญ่และสวยงาม บนฝั่งแม่น้ำแควใหญ่ ต้นน้ำเกิดจากลำห้วยม่องไล่ไหลผ่านลงจากยอดเขาและผาสูง ๒,๑๐๐ เมตร น้ำตกเอราวัณมีความยาว ๑,๕๐๐ เมตร แบ่งเป็น ๗ ชั้น แต่ละชั้นมีลักษณะเป็นแอ่งน้ำสามารถเล่นน้ำได้ และยังมีเส้นทางศึกษาธรรมชาติเอราวัณ ระยะทาง ๑,๐๖๐ เมตร ใช้เวลาประมาณ ๓๐ นาที ผ่านป่าดิบเขา จุดชมวิวและป่าผลัดใบที่สวยงาม ท่านจะได้รับความเพลิดเพลินในการชื่นชมธรรมชาติและได้ความรู้จากป้ายสื่อความหมาย ในบริเวณอุทยานฯมีบ้านพักและสถานที่กางเต็นท์สำหรับนักท่องเที่ยว รายละเอียดติดต่อได้ที่ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กรุงเทพฯ โทร. ๐ ๒๕๖๒ ๐๗๖๐ วันจันทร์-ศุกร์ เวลา ๐๘.๓๐-๑๘.๐๐ น. วันเสาร์ เวลา ๐๙.๐๐-๑๕.๓๐ น. หรือ www.dnp.go.th

    วิ่งยาวมุ่งสู่อุทยานแห่งชาติเขาแหลม ที่กางเต้นท์ พักแรม ของเรา : กางเต้นท์ฝั่งป้อมปี่

    อุทยานแห่งชาติเขาแหลม : ห่างจากตัวเมืองกาญจนบุรีประมาณ ๑๙๐ กิโลเมตร ตั้งอยู่ริมทางหลวงหมายเลข ๓๒๓ (ทองผาภูมิ-สังขละบุรี) กิโลเมตรที่ ๔๐ ก่อนถึงอำเภอสังขละบุรีประมาณ ๓๐ กิโลเมตร พื้นที่ครอบคลุมท้องที่อำเภอทองผาภูมิและอำเภอสังขละบุรีป่าเขาและอ่างเก็บน้ำเขื่อนวชิราลงกรณ(เขาแหลม) เป็นต้นน้ำของแม่น้ำแควน้อย มีพื้นที่ประมาณ ๘๑๕ ตารางกิโลเมตร บริเวณอุทยานฯร่มรื่น มีห้วยกะเต็งเจ็งไหลผ่าน สามารถกางเต็นท์พักแรมได้และมีเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติไปน้ำตกกะเต็งเจ็ง

    วันที่สอง : ตื่นเช้าเดินทางสู่ สังขละบุรี

    ด่านเจดีย์สามองค์ : เขตสิ้นสุดชายแดนไทยด้านทิศตะวันตก ตั้งอยู่ที่ตำบลหนองลู ไปตามทางหลวงหมายเลข ๓๒๓ โดยก่อนถึงตัวอำเภอสังขละบุรี ๔ กิโลเมตร จะมีทางแยกด้านขวาไปด่านเจดีย์สามองค์ เป็นระยะทางประมาณ ๑๘ กิโลเมตร เส้นทางลาดยางตลอดสาย พระเจดีย์สามองค์นี้เดิมเรียกว่า หินสามกอง เป็นที่สักการะของคนไทยโดยทั่วไปก่อนเดินทางออกจากเขตแดนไทยเข้าสู่เขตแดนพม่า ต่อมาในปีพ.ศ.๒๔๗๒ พระศรีสุวรรณคีรี เจ้าเมืองสังขละบุรีได้เป็นผู้นำชาวบ้านก่อสร้างเจดีย์ขนาดเล็กสามองค์ดังที่เห็นในปัจจุบัน นอกจากนี้ด่านเจดีย์สามองค์ยังเป็นช่องทางเดินทัพที่สำคัญของไทยและพม่าในอดีต บริเวณด่านเจดีย์สามองค์ มีร้านขายสินค้าจากประเทศพม่า นักท่องเที่ยวสามารถข้ามชายแดนเข้าไปชมตลาดพญาตองซู ในเขตประเทศพม่า ชมตลาดชายแดนซึ่งมีสินค้าของพม่าจำหน่าย โดยเสียค่าผ่านด่าน ชาวไทย ๒๕ บาท ชาวต่างประเทศ ๑๐ เหรียญสหรัฐ (สามารถนำรถเข้าไปได้ราคาคันละ ๕๐ บาท) ในระหว่างเวลา ๐๘.๐๐-๑๘.๐๐ น.

    ไหว้พระอุตตามะ : วัดวังก์วิเวการามอยู่เลยจากตัวอำเภอสังขละบุรีไปประมาณ ๖ กิโลเมตร เป็นวัดจำพรรษาของ "หลวงพ่ออุตตมะ" ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือของประชาชนชาวไทย ชาวมอญ รวมทั้งชาวกะเหรี่ยงและพม่าที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้น ภายในวิหารที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำประดิษฐานพระพุทธรูปหินอ่อนอันงดงามชาวบ้านเรียกกันว่า หลวงพ่อขาว จากวัดวังก์วิเวการามแยกไปอีก ๑ กิโลเมตร จะเป็นที่ตั้งของเจดีย์แบบพุทธคยามีลักษณะฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสบรรจุพระบรมสารีริกธาตุส่วนที่เป็นกระดูกนิ้วหัวแม่มือขวา ขนาดเท่าเมล็ดข้าวสาร บริเวณใกล้เจดีย์มีร้านจำหน่ายสินค้าจากพม่าหลายร้านจำพวกผ้า แป้งพม่า เครื่องไม้ ราคาย่อมเยา ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี มีการจัดงานคล้ายวันเกิดหลวงพ่ออุตตมะ ในงานมีกิจกรรมต่างๆ ประกอบด้วยพิธีกรรมทางศาสนา การแข่งขันชกมวยคาดเชือก การแสดงของชมรมวัฒนธรรมท้องถิ่นเช่น การรำแบบมอญ การรำตงของชาวกะเหรี่ยง และในงานประชาชนจะพร้อมใจกันแต่งกายตามแบบวัฒนธรรมของชาวไทยรามัญและจัดเตรียมสำรับอาหารทูนบนศีรษะไปถวายพระสงฆ์ที่วัด

    สะพานมอญ : อยู่ในตัวอำเภอสังขละบุรี เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า สะพานอุตตมานุสรณ์ เป็นสะพานไม้ที่ยาวที่สุดในประเทศไทยมีความยาวถึง ๘๕๐ เมตร สร้างข้ามลำน้ำซองกาเลียสำหรับให้ประชาชนฝั่งตัวอำเภอสังขละบุรีและฝั่งหมู่บ้านชาวมอญเดินข้ามสัญจรไปมา บริเวณสะพานแห่งนี้เป็นจุดชมวิวทะเลสาบเขื่อนวชิราลงกรณที่สวยงามสามารถมองเห็นลำห้วยสายต่างๆคือ ซองกาเลีย บีคลี่ และรันตีที่ไหลมารวมกันเป็นสามประสบ

    ออกจากสังขละบุรีประมาณเที่ยงๆ เพื่อเดินทางกลับแวะชมสถานที่ท่องเที่ยวที่ยังไม่ได้ไปเยือน

    น้ำพุร้อนหินดาด : เดิมเรียกว่า น้ำพุร้อนกุยมั่ง การเดินทางสามารถเดินทางไปตามทางหลวงหมายเลข ๓๒๓ กิโลเมตรที่ ๑๐๕-๑๐๖ อยู่ห่างจากตัวเมืองกาญจนบุรี ๑๓๐ กิโลเมตร พุน้ำร้อนหินดาดเป็นบ่อน้ำร้อนธรรมชาติริมลำธาร อุณหภูมิประมาณ ๔๕-๕๕ อาศาเซลเซียส ค้นพบโดยทหารญี่ปุ่นสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒และได้สร้างเป็นบ่อซีเมนต์ขึ้น ๒ บ่อ เชื่อกันว่าน้ำแร่จากบ่อน้ำร้อนแห่งนี้ มีสรรพคุณในการรักษาโรคภัยไข้เจ็บหลายอย่าง เช่น โรคเหน็บชา ไขข้ออักเสบ นักท่องเที่ยวสามารถลงอาบน้ำในบ่อได้และยังมีลำธารน้ำเย็นไหลอยู่ด้านล่างบ่อน้ำร้อน

    น้ำตกผาดาด : เป็นน้ำตกที่มีความสวยงามมากแห่งหนึ่งในเขตอำเภอทองผาภูมิ ทางเข้าบริเวณริมทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 323 บริเวณบ้านหินดาดมีทางแยกเข้าสู่น้ำตก ระยะทางประมาณ 12 กิโลเมตร ถึงหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติที่ ศร.4 (ผาตาด) จากนั้นเดินต่อไปยังน้ำตกอีก 200 เมตร ในฤดูฝนเส้นทางเดินจะลื่น นักท่องเที่ยวควรเดินด้วยความระมัดระวัง และไม่นำอาหารขึ้นไปบริเวณน้ำตก ควรรับประทานอาหารบริเวณที่อุทยานแห่งชาติจัดเตรียมสถานที่ไว้เท่านั้น น้ำตกผาตาดเกิดจากลำห้วยกุยมั่ง ไหลลดหลั่นตกลงมาตามหน้าผาหินปูนสูง 30 เมตร มี 3 ชั้น แต่ละชั้นมีขนาดใหญ่และมีแอ่งน้ำให้เล่นน้ำ มีความร่มรื่นของพันธุ์ไม้นานาชนิด มีต้นไม้ใหญ่ขึ้นอยู่หนาแน่น นอกจากการเที่ยวน้ำตกผาตาดแล้ว บริเวณหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติ ที่ ศร.4 (ผาตาด) ยังมีบ้านพัก สถานที่กางเต็นท์ ซึ่งอยู่ท่ามกลางป่าเขาและน้ำตก มีห้องน้ำ-ห้องสุขา ร้านอาหารและเครื่องดื่ม ไว้บริการนักท่องเที่ยวที่นิยมการพักแรมกางเต็นท์ และการเดินป่าระยะไกล จากภาพ : น้ำตกผาตาด ถ่ายเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2547 ช่วงเดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายน มีปริมาณน้ำไหลน้อย
    กิจกรรม : - แคมป์ปิ้ง - เที่ยวน้ำตก - ชมพรรณไม้ - เดินป่าระยะไกล

    ช่องเขาขาด : ตั้งอยู่ภายในกองการเกษตรและสหกรณ์ สำนักงานทหารพัฒนา หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา บริเวณกิโลเมตรที่ ๖๔-๖๕ บนทางหลวงหมายเลข ๓๒๓ (กาญจนบุรี-ไทรโยค-ทองผาภูมิ) ช่องเขาขาดพิพิธภัณฑสถานแห่งความทรงจำ เป็นสถานที่จัดแสดงมินิเธียเตอร์และรวบรวมข้อมูลภาพถ่าย ข้าวของเครื่องใช้ระหว่างการสร้างทางรถไฟสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ โดยรัฐบาลออสเตรเลียได้จัดตั้งพิพิธภัณฑ์ขึ้น พิพิธภัณฑ์นี้จัดไว้อย่างเป็นระเบียบสวยงาม ภายในบริเวณมีเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติไปยังช่องเขาขาด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทางรถไฟสายมรณะที่เชลยศึกในสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ ตัดเจาะภูเขาหินด้วยมือปราศจากเครื่องมืออันทันสมัย ให้เป็นช่องสำหรับสร้างทางรถไฟ ปัจจุบันยังมีร่องรอยของทางรถไฟปรากฏอยู่ พิพิธภัณฑ์เปิดให้เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่เวลา ๐๙.๐๐-๑๖.๐๐ น. โทร. ๐ ๑๘๑๔ ๗๕๖๔, ๐ ๑๗๕๔ ๒๐๙๘, ๐ ๓๔๕๓ ๑๓๔๗ โทรสาร ๐ ๓๔๕๓ ๑๓๔๗

    น้ำตกไทรโยคน้อย : เดิมเรียก น้ำตกเขาพัง อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติไทรโยค ตั้งอยู่ริมทางหลวงหมายเลข ๓๒๓ (ถนนสายกาญจนบุรี-ไทรโยค-ทองผาภูมิ) กิโลเมตรที่ ๔๖ เป็นน้ำตกที่สวยงามอีกแห่งหนึ่งในจังหวัดกาญจนบุรี บริเวณน้ำตกมีสภาพธรรมชาติที่สวยงามร่มรื่น โดยเฉพาะช่วงฤดูฝนประมาณเดือนกรกฎาคมถึงตุลาคมจะมีน้ำมาก ในอดีตเมื่อพ.ศ.๒๔๓๑ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว(รัชกาลที่ ๕) เสด็จประพาสบริเวณน้ำตกไทรโยค นอกจากนี้บริเวณน้ำตกไทรโยคน้อยยังได้มีการนำหัวรถจักรไอน้ำสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ มาตั้งไว้เพื่อรำลึกถึงการสร้างทางรถไฟสายมรณะที่สร้างผ่านบริเวณหน้าน้ำตกเข้าสู่ประเทศพม่า การรถไฟแห่งประเทศไทยได้จัดขบวนรถไฟสายน้ำตก พานักท่องเที่ยวไปชมน้ำตกแห่งนี้ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดราชการ ติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่โทร. ๐ ๒๒๒๓ ๗๐๑๐, ๐ ๒๒๒๓ ๗๐๒๐ หรือ ๑๖๙๐ นอกจากนี้ยังมีรถโดยสารประจำทางจากสถานีขนส่งอำเภอเมืองผ่านน้ำตกไทรโยคน้อย ซึ่งออกทุก ๓๐ นาที ตั้งแต่เวลา ๐๖.๐๐-๑๘.๓๐ น.

    เดินทางกลับสู่กรุงเทพโดยสวัสดิภาพ ซึ่งระหว่างทางอาจแวะเที่ยวได้ตามนิสัย

     
     

    July 13

    วัน สะ-บาย สะ-บาย @ บางแสน

     
     
    บางแสน " ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งในดินแดนที่ ยัยเอ๋ กะ นัยโอ . . . นิยมมาพักผ่อนกันเป็นประจำ
     
    . . . เรา 2 คนเอาอารมณ์ เซ็งๆ มาทิ้งไว้ที่นี่ บ่อยๆ . . .
     
    แล้วก็ ขโมย อารมณ์ดีๆ จากที่นี่ กลับ กรุงเทพ เสมอๆ . . .
     
    และวันนี้ก้เป็นอีกครั้งหนึ่ง . . . ที่เรามาเยือนบางแสนอีก . . . ด้วยระยะทางที่ม่ายห่างจาก กรุงเทพ มากมายยย
    ช่วงนี้ถ้าเที่ยวทะเลกันทีไร . . . เป็นต้องลงเล่นน้ำกันเสมอ . . . จากเมื่อก่อนที่ม่ายเล่นกันเลย
    ได้รสชาติไปอีกแบบ . . .
     
    อ่ะๆ และแน่นอนว่า . . . เราตรียมอาหารมาด้วย . . .พร้อมปิกนิกกันเต็มที่
    กับ . . . กล่องใส่อาหารสีฟ้า คิตตี้ . . . ใบใหญ่ๆ ใบนี้
    อาหารข้างในหนีม่ายพ้น . . . ส้มตำ ยำ ลาบ ปลาดุกย่างตัวโตๆ น้ำจิ้มแจ่ว 3 รส ข้าวเหนียวหอมนุ่ม และ ดริ้ง
     
    สวีททททท . . . สนุก . . . สบายใจ มากมายยยยย
    เวลาที่เรามาเที่ยวแบบนี้ . . . เราจะได้แลกเปลี่ยนทัศนคติ ความคิด พูดคุย กันได้ตลอดเวลา
    ฮา....บ้า....บอ...เพ้อเจ้อ...ชวนเล่นสารพัด
    ทำหั้ยเรารู้จักกันมากขึ้นๆๆๆๆๆ . . . จนทุกวันนี้ม่ายต้องอ้าปาก ก้รู้ใจกันแล้ว
     
    เวลามาบางแสนทีไร เราก้จะขับรถเที่ยวเล่น ไปโน้น ไปนี่ เรื่อยเปื่อย เปิดเพลงฟัง ลงกระจก
    ชิวววววววววววววววววววววววววววววววววววส์
     
    ดูชีวิตของคนที่มาเที่ยวแบบเรา . . . แต่ละคนก็ต่างกันไป
    . . . แต่สิ่งที่เราคิดว่าเค้าน่าจะได้กลับไปเหมือนๆกันคือ ฟามสุข . . .
    July 12

    ตะลอนกิน : โรตีมะตะบะ ถ.พระอาทิตย์ +รวยริน กลิ่น ชีวา

     
     
    ตะลอนกิน. . .  ตะลอนกิน. . .  ตะลอนกิน . . .
     
    ครั้งนี้ ยัยเอ๋ กะ นัยโอ
     
    ออกเดินทางหาเรื่อง . . . เปลี่ยนเมนูจาก " ก๋วยเตี๋ยวเย็นตาโฟต้มยำ " แถวอุดมสุข . . . . มาเป็น " โรตีมะตะบะ แถวพระอาทิตย์ "
     
    แม้ว่าฝนจะตกลงมาสักเท่าไหร่ . . . นัยโอ . . . ก็บ่ยั้น
    เห็นตอนแรกบ่นๆ  . . . ปวดหัว . . . มึน . . . เราก็คิดว่าคงไม่ไปละ . . . เด่วคง U-Turn
    แต่ที่ไหนได้ . . . พี่นัยโอ . . . ก้พาเรามาจนถึงร้าน
    วันนี้โชคดีมากๆ มีที่จอดรถหน้าร้านด้วย . . . อิอิอิ . . . แหล่มเรยยยยยยย
    บรรยากาศในร้านก็เป็นแบบกันเอง . . . เหมือนร้านข้าวแกงปักษ์ใต้ที่กินบ่อยๆ
    เรา 2 คนก็เลือกที่กันหย่าย
    "จะนั่งตรงไหนค่ะนู๋ ข้างล่างมั้ย ข้างนอกมั้ย ข้างบนมั้ย ???"
    สรุปเลือก Location เป็นด้านบนเล่าเต้ง
     
    ตอนนี้หิวววววววว . . . มาก (อย่างแรง)
    ยิ่งเห็นเมนู ยิ่งหิวววววว . . . สั่งเลย พี่นัยโอ รีบสั่งๆๆๆๆ
     
    "โรตีมะตะบะเนื้อ ซุปหางวัว ข้าวเหลือง โรตี แกงมัสมั่นเนื้อ โรตีเปล่า 2 แผ่น ชาดำเย็น ชาเย็น "
    รสชาติดีมากๆ เข้มข้น หอมเครื่องเทศ
    ขอ Recomment เลย !!!!
     
     " สะพานพระรามแปด "
     . . . แป๊บๆ เรา 2 คน ก้มาโผล่กันที่นี่ . .  .
    ตอนแรกกะจะไปนั่งที่ กินลมชมสะพาน . . . แต่พี่นัยโอเค้าม่ายไหวล่ะ อิ่มจัดๆ
    เลยเปลี่ยนมานั่งใต้สะพานล่ะกัน . . . ที่นี่ก้ถือเป็นที่ประจำของเรา 2 คนนะ
    แอบมา Sweet กันบ่อยๆ มานั่งริมน้ำให้น้ำกระเซ็นโดนเล่นๆ . . . ตื่นเต้นไปอีกแบบ
    แถมตอนนี้เริ่มมีร้านรถเข็น เข็นของกินเล่น มาขายกานเพียบเลย
    ม่ายต้องกัวอดตายนะนี่ !!! . . .ทั้งลูกชิ้นปิ้ง หมี่ผัด ลาบหมู . . .
    บรรยาศของผู้คนที่เล่นกีฬากันยังคงเหมือนเดิม
    รวมทั้งการเต้นแอโรบิค . . .ที่เหมือนการรำลีลาศ
    แอบฮากะพี่โออ่ะ . . . แบบว่ามี ช คนนึงแมนมั่กๆ . . . ใส่เสื้อ FBI  . . . เต้นเต็มที่ไปหน่อยจนแต๋วแตก !!!
    ตอนแรกเราก้คิดว่าเค้าเปน ช แท้ๆ แต่พี่โอบอกว่า ไม่
    ก้ยอมที่หยุดยืนจับผิดเค้ากานเกือบครึ่ง ชม.
    55555555555555555555555555555555555555555555555555555+
     
    H a p p i i
     
    " นู๋ไปรวยรินกันมั้ย ??? "
     
    อ่ะไปๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ . . . มีเหลอที่เทอเคย ปา-ติ-เสด 
    แล้วเรา 2 คนก้มานั่ง chillz chillz !!! กันที่นี่ต่อ
    สั่งเหล้าปั่นน้ำแดงมา 1 เหยือก . . . กินเร็วมากๆ. . . ม่ายถึงครึ่งชั่วโมงหมด . . .+ถั่ว 2 จาน
    แต่ พี่นัยโอ ม่ายหั้ยสั่งเพิ่มล่ะ . . . เพราะว่าเราเริ่มไปแล้ว . . . เริ่มพลิ้วววววววว
    เลยต้องลากกลับห้อง
    จากที่คิดว่าจะนั่งนานๆ เรื่อยๆ . . . แต่เราเล่นเป็นซะแบบนี้ . . .พี่โอเลยลากกลับเลย
     
    H a p p i i
     
     
     
     
    แฟนช้านใจดี๊ ใจดี ที่สุดเลย
     
     
    July 03

    Sat' Trip @ ตลาดโรงเกลือ : Version 2 ปราสาทสด๊กก๊อกธมและอุทยานแห่งชาติน้ำตกปางสีดา

     
     
    เรา 2 คนออกเดินทางเพื่อกลับ ((กทม.)) เมื่อเวลาประมาณ 18.30 น.
    . . . แล้วเสียงกระซิบที่แผ่วเบาก็ลอดมาว่า . . .
     
    " พี่ว่าเราน่าค้างที่นี่สักคืนนะ . . . ยังเที่ยวม่ายคุ้มเลย เสียดาย. . . "
    มีหรือจะ ปา-ติ-เสด . . . จัดปาย (คิดในใจก้อยากชวนอยู่ต่อมานานล่ะ แต่เกรงใจม่ายกล้าพูด)
     
     . . . U-Turn. . .
    หลังที่จากเดินทางออกมาแล้วประมาณ 20 กว่าโล และต้องไปต่ออีก 20 โล
    . . . คืนนี้กะว่าเอาแค่ซุกหัวนอน มีแอร์เย็นๆ ห้องหอมๆ เปนพอใช้ได้ . . .
    เพราะที่นี่ม่ายช่ายทะเล ม่ายต้องเอาห้องที่กินบรรยากาศ
    . . . เลยคิดว่าแค่ เกสเฮ้าท์ก็พอล่ะ
    . . . หลังจาก วนๆ ดูอยู่ 2-3 ที่ ก็มาตัดสินใจพักที่ (( มหานครเกสเฮ้าท์ )) ใกล้ๆกะโรงเกลือ ในราคา 300 บาทเท่านั้น . . .
    ห้องใหญ่ถือว่าโอเลย แถมแอร์นี่เยนกว่าที่ดีๆ ที่เคยไปพักมาอีก . . .
     
    9 โมงเช้า กับวันอาทิตย์ ที่ 24 มิถุนายน 2550
    พี่โอ อย่างเห่อปืนที่ซื้อมา . . . เห็นเล่นตั้งแต่มะคืนล่ะ
    . . . พอตื่นมาก้เล่นต่อ . . . ท่าทางจะนอนกอดไว้ตั้งแต่มะคืน . . .
     
    ตื่นเช้ามาเรา 2 คนก็โซ้ย . . . ขนมโดนัท . . . ที่ซื้อมาจากตลาดเปิดท้ายในตัวเมืองอรัญ . . .
    ที่เมื่อคืนแอบแว๊บๆ ไปเดินกินบรรยากาศผู้คนแถวนี้กันมา
    แล้วก้อาบน้ำ แต่งตัว จัดข้าวของ เพื่อเตรียมตัวไปช้อปต่อที่ " ตลาดโรงเกลือ " 
     
    วันนี้เรา 2 คนมาด้วยความทะมัดทะแมง อารมณ์ว่าเมื่อวานมาแล้ว
    วันนี้เลยรู้ดีขึ้น . . . มาถึงก็คิดๆ ว่าจะเอาไงดี
    . . . ซักพักพี่โอ ปิ๊งไอเดีย . . . เช่ารถมอไซค์ไฟฟ้า ดีกว่ามั้ย ????
     
    ดีๆๆๆๆ . . . 3 ชม. 60 บาท  . . . ซิ่งป่วนไปทั่วตลาด
    . . . ถ้าวันไหนคัยไปแล้วเหนอีบ้า 2 คน . . . ดูเฮฮา ตื่นเต้นกะการนั่งมอไซค์ ที่ขับจะล้มบ้าง เฉี่ยวบ้าง . . .
    แอบชนรถชาวบ้านข้างๆ ทางล้มไปบ้าง . . . 55+ นั่นละ พี่โอ
     
    เวลา 3 ชั่วโมงที่ผ่านไป . . . มันช่างเปน เวลาที่แสนจะมีความสุขมากๆ . . .
    เปนความสนุกที่แตกต่างออกไป . . . เปนอะไรที่เราสามารถสัมผัสได้ . . .
    ว่าแต่ละที่ ที่เราไปเที่ยว . . . มานช่างมีเสน่ห์ที่แตกต่างกันจิงๆ . . . และท่ามกลางเสน่ห์ที่แฝงไว้
    นำมาซึ่ง "ความสุข สุดๆ ของเรา"
     
    แล้วเราก้เดินทางออกจากโรงเกลือกันในช่วงบ่ายกว่าๆ เพื่อเดินทางต่อไปยัง
     
    ปราสาทสด๊กก๊อกธม และ อุทยานแห่งชาติน้ำตกปางสีดา
     
    ระหว่างทางก่อนที่จะไปถึง . .  . เราได้สัมผัสกับบรรยากาศ 2 ข้างทางที่ทำให้คิดถึงครั้งตอนไปเที่ยวเหนือมามากๆ
    วิถีชีวิตของผู้คน . . . สัตว์เลี้ยง . . .เด็กตัวเล็กๆ 2 ข้างทาง . . . น้องหมาที่วิ่งเล่น
    . . .กองขี้ควายที่เปนทางยาวววว . . . ไปตามเส้นถนน . . .
    OTHERS.
     
    เชื่อแล้วว่าเวลาที่เราไปเจออะไรประทับใจมา
    . . . เราม่ายสามารถถ่ายทอดออกมาได้หมดจิงๆ . . .
    นอกซะจากว่าเราจะไปสัมผัสมันด้วยตัวของเราเอง
     
     " เ ที่ ย ว เ มื อ ง ไ ท ย ไ ม่ ไ ป ไ ม่ รู้ "
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
    July 01

    Sat' Trip @ ตลาดโรงเกลือ :23/06/50

     
     
    " ไปโรงเกลือกันมั้ย ??? "
     
    มีหรือจะตอบว่า ไม่ 555+ . . . แต่นี่มันก็จะบ่ายล่ะ ถ้าไปก็รีบออกกันหน่อย
     . . . แล้วเราก็จัดการแต่งองค์ทรงเครื่องตามที่พี่โอสั่งว่" แต่งให้สบายที่สุดนะนู๋ " . . .
     
    หลังจากที่ได้รับคำสั่ง เราก็มานั่งหาข้อมูลทาง . . . Internet. . .  นิดหน่อย
    . . . อย่างหาทางหลวง . . . หาที่เที่ยว. . . อ่านคอมเม้นท์ . . .
     
    ก๊อกๆ ก๊อกๆ ก๊อกๆ  . . . พี่นัยโอมาถึงแร้ว ค้าบ
    เราก็เริ่มเดินทางออกจาก กทม. ตอนประมาณบ่ายกว่าๆ. . . และมาถึงตลาดโรงเกลือราวๆ 4 โมงเย็น
    ระหว่างทางเจอ มรสุมจากฝนฟ้านิดหน่อย
     
     . . . ระหว่างทาง. . . เราเจอกับความ " เขียวชอุ่ม " ของต้นไม้ข้างทาง . . .
    ที่ต่างโชว์ความงามของตัวเอง โบกตัว เอนตัวไปมา
    . . . ทำหั้ยเราอดที่จะเก็บภาพไม่ได้. . .
    อากาศก็ดีมาก ๆ . . . นี่ละความสนุกของการขับรถมาเอง
    เรา 2 คนเลยเปิดเพลง country ฟังขับกล่อมมาด้วย
    . . .  ตลอดเส้นทางที่เรามุ่งหน้า . . . .
    ยิ่งทำให้เรา อิน กันไปใหญ่
     
    มาครั้งนี้พี่โอบอกว่า . . . ระหว่างทางอย่าถ่ายรูปตัวเองมากนะเด่ว เมม ไม่พอ
    ก้เลยไม่ค่อยมีรูปเรามากเท่าที่ควรจะมี
     
    แล้วเราก็มาถึง "ตลาดโรงเกลือ"  ประมาณ 4 โมงเย็น
    วันนี้ที่นี้ที่นี่ค่อนข้างเงียบ เพราะว่าฝนตกลงมาซะหนักพอตัวอยู่
    เรา 2 คนเลยเดินชิวววว  กันไปเรื่อยเปือย
    ร้านก้เริ่มยอยปิดกันบ้างแล้ว . . . แต่ก็มีอีกหลายร้านที่เปิดอยู่
    มาที่นี่ได้ยินภาษาเขมรที่เค้าตะโกนคุยกัน
    รู้สึกเหมือนมันไม่ใช่เมืองไทยเลย
    คนนน้อยๆ ด้วย ออกแนว น่ากัวๆ
    แต่เรา 2 คนก็บ่ ยั้น . . . เดินกันต่อไป
    จนพี่โอได้ปืนมา 1 กระบอก
    ในราคาที่ถูกกว่า ซีคอนส์ มากๆ
    ได้มา 300 กว่าบาทเอง
     
    ความกว้างใหญ่ของที่นี่พาเรา 2 คนเริ่มท้อ. . . .  เดินไม่ไหว
    . . . และที่สำคัญเริ่มหิว . . .
    . . . เลยต้องแอบแว๊บไปหาไรใส่ท้องให้มันป่องๆ . . .
    . . . แล้วเมนูสุดฮิตของเราที่ กทม. ก้กลายมาเปน เมนูที่เราเลือกให้ตกลงท้อง . . .
    ไก่จ้อ ของไก่ย่างห้าดาว +ไก่ทอด+ข้าวเหนียว
     
    เดินไปกินไปกันอีกสักพัก . . . ก้มีเด็กตัวเล้กๆ มาตีก้นเราเบาๆ . . . พร้อมจะกระชากถุงไก่
    เราเริ่มหันไปปรึกษาพี่โอ . . . พี่โอบอกเก็บไว้ในถุงใส่ของก่อน
    ม่ายได้งกนะ . . . แต่ถ้าเผลอให้เปละก็ตายแน่
    เพราะจะมีเด็กอีกร่วมร้อยชีวิตมารุมอยู่ที่คุณ
    แล้วเราก้เดินแบบม่ายสนใจเด็ก
    สักพักเด็กก็ม่ายเดินตามเรามา . . . เปนอันว่าปลอดภัย. . . แดกต่อได้
     
    ก้มดูเวลาอีกทีก็ 6 โมงเยนเข้าไปแล้ว . . .
    . . . สรุปวันนี้สอยกะทะย่างหมูกะทะมา 2 ชุด. . . อันนี้ไว้ไปนั่งปิ้งชิวๆ เวลาไปไหนมาไหน
    ได้เสื้อ กางเกง กระเป๋า รองเท้า
     
    กรี๊ดดดดดดดดดดดดดด . . . จ่ายค่าที่จอดไป 150 บาท
    ทีหลังถ้าคัยมาเตือนไว้เลยนะว่าอย่าไปจอดในลานจอด จอดริมๆ ข้างๆ ทางที่ค้ามีให้ดีว่า
    เพราะว่าจอดฟรี แต่ที่เราไปจอดกันนี้เห็นมันไม่มีป้ายอะไรบอก
    อีกอย่างไม่มีกำกับในใบจอดด้วยเลยไปจอดกัน
    แต่สุดท้ายต้องจ่าย 150 เสียค่าโง่ไปเลย ช่างมันๆ
     
     
    เหตุเกิดตอนขากลับ !!! ติดตามตอนต่อไป
     
    PS : ความสุขอยู่ใกล้ๆตัวเรา อยู่ที่เรามองเห็น และคิดจะคว้ามันไว้หรือเปล่าเท่านั้นเอง